วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การเขียนสารคดี

  การเขียนสารคดี


ความหมายและจุดมุ่งหมายของการเขียนสารคดี
“สารคดี” หมายถึง งานเขียนที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง  เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่มีตัวตนจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีเจตนาเบื้องต้นในการให้สาระ ความรู้ ความคิด ทั้งนี้ ต้องมีกลวิธีการเขียนให้เกิดความเพลิดเพลินด้วย สารคดีโดยทั่วไปมีจุดมุ่งหมายดังนี้
1.  เพื่อให้ความรู้  อาจจะเป็นความรู้เฉพาะสาขาวิชา เช่น  วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ความรู้เกี่ยวกับการเจียระไนพลอย ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นต้น
2.  เพื่อให้ข้อเท็จจริง  ซึ่งอาจได้มาจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนค้นคว้า รวบรวมมา ประสบด้วยตนเอง หรือได้รับการบอกเล่าโดยมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเรียบเรียง หรือเล่าในรูปสารคดี เช่น สารคดีท่องเที่ยว สารคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่า สารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น
3.  เพื่อแสดงความเห็น หรือแนวคิด เป็นการให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อ่านมีความคิดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น  สารคดีเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน สารคดีเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของสังคม สารคดีเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติ เป็นต้น
4.  เพื่อให้ความเพลิดเพลิน  เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด สารคดีบางเรื่องจึงเขียนให้เป็นสารคดีที่ไม่มีสาระวิชาการมากเกินไป ทั้งนี้เพื่อมุ่งสนองความต้องการของผู้อ่าน ให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนานไปกับเรื่อง ขณะเดียวกันก็ได้สาระความรู้ ข้อเท็จจริง และความคิดเห็นด้วย เช่น สารคดีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ผู้เขียนจะนำชมสถานที่แปลกๆ ใหม่ๆ สวยๆ งามๆ โดยมีการพรรณนาความงามของธรรมชาติ ด้วยถ้อยคำที่สละสลวย

ลักษณะของสารคดี
                1.  เนื้อเรื่องมีสาระประโยชน์ เป็นงานเขียนที่มุ่งให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ความคิด
                2.  เนื้อเรื่องไม่จำกัดว่าจะเป็นเรื่องใด ถ้าเห็นว่าเนื้อหานั้นมีสาระบันเทิงก็สามารถนำมาเขียนได้
                3.  การใช้สำนวนภาษาสร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน และผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน
                4.  สารคดีเป็นเรื่องราวที่ไม่ค่อยล้าสมัย ไม่มีการจำกัดกาลเวลาเหมือนข่าว



ประเภทของสารคดี
                สารคดีแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
                1.  สารคดีวิชาการ  เป็นเรื่องที่ให้ความรู้วิชาการแขนงต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ เป็นต้น
                2.  สารคดีทั่วไป  เป็นเรื่องที่ให้ความรู้และความรอบรู้ทั่วๆ ไป เช่น การท่องเที่ยว การเล่นกีฬา งานอดิเรก สงคราม อุบัติเหตุ ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ การทำขนม ตัดเย็บเสื้อผ้า การออกกำลังกาย เป็นต้น
                3.  สารคดีชีวประวัติ  เป็นการเขียนเกี่ยวกับบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือบุคคลที่มีความสามารถเป็นพิเศษ ผู้เขียนจะต้องมีข้อมูลอย่างถูกต้อง ให้ความเป็นธรรม ปราศจากอคติลำเอียง เขียนโดยการไปสัมภาษณ์เจ้าของประวัติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้นั้น แล้วนำเอาสิ่งที่เป็นสาระมาเขียนไว้ เพื่อให้เกิดความรู้ ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน

องค์ประกอบของสารคดี
                1.  คำนำ  คือ การเริ่มต้นเรื่องโดยการเกริ่นให้ผู้อ่านทราบว่าเรื่องที่จะเขียนนั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร เป็นการเสนอทรรศนะอย่างกว้างๆ ไว้ก่อน ไม่ต้องอธิบายอย่างละเอียด และไม่ต้องเขียนยาวมากนัก มีเพียงย่อหน้าเดียว ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสนใจแก่ผู้อ่านให้ได้ทราบข้อมูล เรื่องที่น่ารู้และน่าสนใจ
                2.  เนื้อเรื่อง  คือ การขยายเนื้อความให้ผู้อ่านได้ทราบข้อมูล รายละเอียด โดยอาจแทรกสถิติ ตัวอย่างประกอบ เพื่อความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การเขียนเนื้อเรื่องอาจมีหลายย่อหน้า
                3.  สรุป  คือ การเขียนข้อความในตอนท้ายของเรื่อง ผู้เขียนต้องใช้ศิลปะในการสร้างความประทับใจแก่ผู้อ่าน อาจใช้กลวิธีอย่างเช่น สรุปโดยการใช้สำนวน คำพังเพย หรือ คำคม หรือ ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่น่าสนใจ การเขียนสรุปควรมีเพียงย่อหน้าเดียว
               
ขั้นตอนการเขียนสารคดี
                1.  การเตรียมตัว  ผู้เขียนจะต้องศึกษาเหตุการณ์ ติดตามเรื่องราว ศึกษาจากเอกสาร หนังสือ หรือการทดลอง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และเตรียมข้อมูล โดยต้องเลือกเรื่อง กำหนดจุดมุ่งหมาย ศึกษาแหล่งข้อมูล และเก็บรวบรวมข้อมูล
                2.  การลงมือเขียนเรื่อง  เมื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้พร้อมแล้ว ก็ลงมือเขียนโดยตั้งชื่อเรื่อง เขียนโครงเรื่อง และลงมือเขียนรายละเอียดของเรื่องด้วยความตั้งใจ ใช้ภาษาที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ เร้าใจให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ และจูงใจให้ผู้อ่านสนใจติดตามต่อไป
                3.  การทบทวนเรื่องที่เขียน  ควรทบทวนสาระของเรื่องว่า ตรงกับชื่อเรื่องและจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ตลอดจนควรพิจารณาความถูกต้อง สมบูรณ์ ความเหมาะสมของเนื้อหา รวมทั้งการใช้ภาษาและสัมพันธภาพของเรื่องด้วย
                4.  การตรวจทาน  หลังจากที่ได้ทบทวนและแก้ไขแล้ว ควรอ่านตรวจทานอย่างพินิจพิจารณาตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปเผยแพร่
                5.  การตั้งชื่อเรื่อง ควรตั้งให้มีลักษณะคือ เหมาะแก่กาลเทศะ แปลกใหม่และคมขำ จำง่าย และคลุมถึงเนื้อเรื่องได้ดีที่สุด ชื่อเรื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องพิถีพิถัน เพราะหากเนื้อเรื่องดีแต่ชื่อเรื่องไม่ดี ก็จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจผู้อ่านได้

ตัวอย่างสารคดี
                                                                                  ( สุชัญญา  วงค์เวสช์  เรียบเรียง )

มวยไทย  มรดกชาติ

เมื่อถึงวันเสาร์ อาทิตย์ ฉันจะรู้สึกมีความสุขมากที่จะได้พักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้นั่งดูรายการโทรทัศน์ที่โปรดปราน  แต่ความสุขมักจะย่อมมีอุปสรรคมาขัดขวาง  นั่นคือ  พ่อชอบแย่งดูรายการ “มวยไทย”  ตอนนั้นฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุด  และเป็นกีฬาที่รุนแรง แต่พอฝืนใจลองทนนั่งดูสักพัก  กับเห็นชาวต่างชาติให้ความสนใจในกีฬามวยไทยมาก  มันทำให้ฉันคิดได้ว่าเราเองเป็นคนไทย ควรที่จะอนุรักษ์ส่งเสริมกีฬาไทยซึ่งเป็นมรดกของชาติ ฉันเลยไปค้นคว้าหาความรู้เรื่องมวยไทย  ไว้เผยแพร่ต่อไป
มวยไทยเป็นวิชาการต่อสู้และป้องกันตัว ที่ยืนหยัดสืบต่อกันมาไม่น้อยกว่า 2,000  ปี  มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากมวยต่างประเทศ คือมวยไทยต้องใช้อาวุธทุกส่วน  และต้องอาศัยกำลังกาย  กำลังใจ  สติปัญญาในการต่อสู้  ซึ่งเป็นการต่อสู้โดยใช้อวัยวะเป็นอาวุธธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิด
มวยไทยได้ขึ้นชื่อว่ากำเนิดขึ้นมาพร้อมกับการก่อร่างสร้างตัวของชาติ  ในสมัยนั้นได้มีการรบราฆ่าฟันระหว่างชนชาติใกล้เคียงตลอดเวลา เพื่อแย่งชิง และครอบครองดินแดนต่างๆ  ชาติไทยจึงต้องมีการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับข้าศึกเพื่อป้องกันชาติ   ในสมัยนั้นอาวุธต่างๆยังไม่เจริญมากนัก  คนโบราณจำเป็นต้องสู้รบโดยใช้อาวุธธรรมชาติ  คือ หมัด  ศอก  เข่า  เตะ  เข้าต่อสู้กับเหล่า ศัตรูทั้งหลาย  เพราะเหตุนี้มวยไทยจึงได้รับความนิยมฝึกหัดในหมู่นักรบสมัยโบราณเรื่อยมา
มวยไทยนอกจากจะเป็นการต่อสู้ที่ได้มีส่วนกอบกู้อิสรภาพ  ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว  ยังเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นมรดก  และสร้างชื่อเสียงให้กับชาติไทย  นั่นคือ “การไหว้ครูมวย” เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความอ่อนน้อม ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่เคยมีต่อตน ก่อให้เกิดการหวนรำลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิทยาการมวยไทยให้  การไหว้ครูจึงส่งผลให้มวยไทยต้องประกอบไปด้วยลักษณะของการว่าง่าย  ความรู้จริง  กล้าหาญ  อดทน  มีน้ำใจและกตัญญูซื่อสัตย์  หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไปแล้วก็จะไม่เรียกว่ามวยไทยที่สมบูรณ์
เมื่อพลิกประวัติศาสตร์ชาติไทย  เราจะได้เห็นความสำคัญของมวยไทย ที่ได้แสดงออกถึงฤทธิ์เดชและอานุภาพที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามวยชาติใดๆ  นักมวยไทยที่สร้างความเลื่องลื่อของศิลปะมวยไทยในดินแดน  มอญ  พม่า  นั่นคือนายขนมต้มที่สามารถปราบนักมวยเอกของพม่า 9 คนติดๆกัน ต่อหน้าพระที่นั่งของพระเจ้าอังวะ ในงานฉลองยกฉัตรพระมหาเจดีย์ธาตุ  ทำให้พระเจ้าอังวะถึงกับตบพระอุระตรัสสรรเสริญมวยไทยว่า “...ไทยมีพิษสงอยู่ที่ตัวแม้มือเปล่าๆไม่มีอาวุธเลย  คนเดียวแท้ๆก็ยังเอาชนะคนได้เป็นจำนวนมาก  มีฝีมือมวยแสนวิเศษ...” ต่อมาจึงมีคำกล่าวถึงมวยไทยและนายขนมต้มว่า
อันมวยใดไป่แม้น            มวยไทย
หมัดเข่าเท้าศอกไว                       ว่องแท้
แม้ร่างเล็กแต่ใจเด็ดเดี่ยว               จริงแฮ
มอญพม่าทั้งเก้าแพ้                      พ่ายสิ้นมวยไทย
ขนมต้มนามท่านนี้            โด่งดัง  จริงเฮย
ลับแต่ชีพนามยัง                          เด่นไซร้
เรานี้เกิดภายหลัง                          ยังทราบได้นา
นำเกียรติสู่ชาติได้                          พรรคพร้องสรรเสริญ

จะเห็นได้ว่าตำนานของมวยไทยมีความสำคัญ และมีคุณค่ามากต่อชาติไทย ที่มีส่วนในการป้องกันประเทศ  กอบกู้อิสรภาพให้ชาติ และยังสร้างชื่อเสียงอันเป็นเกียรติภูมิต่อประเทศ  ถือได้ว่ามวยไทยเป็นมรดกที่คนไทยควรอนุรักษ์  และสืบสานต่อไป

ศิลปะมวยไทยในปัจจุบันกำลังเสื่อมและสูญหายไป  เพราะคนไทยไม่สนับสนุนและส่งเสริม  แต่กลับไปให้ความนิยมกับศิลปะการต่อสู้ของชาวต่างชาติ  มรดกชิ้นสุดท้ายทางวัฒนธรรมของไทยเริ่มเสื่อมลงเมื่อถูกชาวต่างชาตินำไปลอกเลียนแบบ และตั้งเป็นศิลปะของเขา  ซ้ำยังย่ำยีนักมวยไทยจนสลบคาเวทีต่างชาติมานักต่อนัก
แล้วแบบนี้ลูกหลานคนไทยยังทนนิ่งดูดายต่อไปได้อีกหรือ



อ้างอิง // http://courseware.payap.ac.th/docu/th203/content/sara.htm

สารคดีเชิงข่าว


การเขียนสารคดีเชิงข่าว



สารคดีเชิงข่าว : หัวใจและการนำเสนอของ วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนสารคดีมือรางวัล
         เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรม ได้รับสนับสนุนจากสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้โอกาสเชิญคุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนผู้มากความสามารถที่มีรางวัลการันตีมากมาย อาทิ รางวัลเซเว่น บุ๊คอะวอร์ด ,รางวัลลูกโลกสีเขียว ฯลฯ มานั่งจับเข่าคุยแลกเปลี่ยนว่าจะทำอย่างไรให้งานเพื่อสังคมสามารถถ่ายทอด สื่อสารได้อย่างน่าสนใจ มีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่การรายงานว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพราะกิจกรรมทางสังคมมีเรื่องราวรายรอบที่เคลื่อนไหวได้น่าสนใจนัก ทีมงานของแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ได้เรียบเรียงเนื้อหาจากกิจกรรมอบรมปฏิบัติการในครั้งนี้มาฝากกันครับ

นัยยะของสารคดีเชิงข่าวสารคดีเชิงข่าว คือ การนำเสนอข่าวในรูปแบบสารคดี คือ เล่าเรื่องในรูปแบบวรรณศิลป์ ถ่ายทอดเรื่องที่เขียนขึ้นจากเค้าความจริง ไม่ใช่จากจินตนาการ  โดยสามารถหยิบยกส่วนใดส่วนหนึ่งของเรื่องมาเขียนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเล่าให้ครบองค์ประกอบเช่นข่าว
หัวใจสำคัญของการเขียนสารคดี

 - สารคดีเป็นบันเทิงคดี เวลาเขียนสารคดี ทำสารคดีทีวี หรือแม้แต่เขียนสคริปต์รายการสารคดีทางวิทยุ โทรทัศน์ เขียนบทความสารคดีอะไรก็แล้วแต่ เราจะยึดหัวใจก็คือ สารคดีเป็นบันเทิงคดีประเภทหนึ่ง นั่นหมายความว่าต้องอ่านสนุก สามารถดึงดูดให้ผู้อ่านติดตามจนจบเรื่อง
 - นำเสนอข้อมูลที่เป็นจริง  การเขียนสารคดี ต้องนำเสนอข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับข่าว เราไม่สามารถแต่งเรื่องสารคดีเองขึ้นจากจินตนาการได้ จะต้องนำเสนอสิ่งที่เป็นความจริงหรือที่เรียกว่า fact พูดง่ายๆ คือ เป็นความรู้คู่ความบันเทิง

 - นำเสนออย่างสร้างสรรค์  สารคดีจะต้องผ่านกระบวนการนำเสนออย่างสร้างสรรค์ ต้องผ่านวรรณศิลป์ในการนำเสนอ คือต้องเอาข้อมูล ข้อเท็จจริงนั้น มาใส่ในสมองของเรา เพื่อที่จะแปลเอาข้อมูลที่ยาก เข้าใจยาก น่าเบื่อหรือแข็งทื่อ ให้มีชีวิตชีวา หรือเกิดความสนุกสนาน ต้องมีลีลาลูกเล่นในการนำเสนอ จะขึ้นต้นเรื่องเช่นไร จะร้อยเรียงเรื่องราวอย่างไร จึงจะชวนอ่าน ชวนดู ชวนติดตาม ไม่น่าเบื่อ
 - ใช้รูปธรรมอธิบายนามธรรม  มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ศิลปินแห่งชาติเคยบอกว่า เมื่อจะเขียนอะไรก็ตาม อย่าเพียงแต่เล่า จงสำแดงให้เป็นที่ประจักษ์ อย่าเพียงแต่เล่าเฉยๆ อย่าเพียงแต่เล่าว่า มันสวยเหลือเกิน น่าสนุก น่าตื่นเต้นเหลือเกิน แต่แสดงออกมาให้เห็นเลยว่า สวย-มันสวยอย่างไร สนุก-มันสนุกแบบไหน ตื่นเต้น-มันตื่นเต้นขนาดไหน ก็คือ ใช้รูปธรรมที่จับต้องได้มาอธิบายนามธรรมที่ยากๆ ให้ผู้อ่านมองเห็นภาพ

องค์ประกอบของสารคดี  : หากสามารถมีให้ครบดังโครงสร้างสารคดีนี้ จะเพิ่มความสมบูรณ์มากขึ้น

- ชื่อเรื่อง    :  การเขียนชื่อเรื่องต้องจับใจ มีข้อความสั้นกระชับ สามารถสรุปเนื้อหาทั้งหมดของเรื่องให้อยู่ในชื่อเรื่องได้ จะดีมาก คุณวีระศักดิ์ ได้ให้ผู้เข้าอบรมทดลองเขียนเรื่องจากการดู วีดีทัศน์สารคดีช่วงชีวิตหนึ่งของ “สืบ  นาคะเสถียร” ได้ชื่อเรื่องที่น่าสนใจจากผู้เข้าอบรม อาทิ
 “สืบ นาคะเสถียร 20 ปีกับการจากไปที่ไม่สูญเปล่า”
 “สืบ นาคะเสถียร นักอนุรักษ์ผู้ล่วงลับ”
“ สืบ...สู่การสืบทอดเจตนา” เป็นต้น
- เปิดเรื่อง  : ควรเขียนเปิดเรื่องให้มีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของสารคดี ถ้าเปิดเรื่องไม่ดีจะทำให้ผู้อ่านไม่สนใจอ่านจนจบ  การเปิดชื่อเรื่องที่น่าสนใจจากผู้เข้าอบรมในงานเขียนหัวข้อเดียวกัน อาทิ
   “ หากนึกถึงภาพชายวัยกลางคน รูปร่างผอมเกร็ง ใส่แว่นกรอบหนา หน้าตาเอาจริงเอาจัง คงจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “สืบ นาคะเสถียร” เจ้าป่าแห่งห้วยขาแข้ง นักสู้ผู้มีอุดมการณ์อนุรักษ์ธรรมชาติ ผู้ยอมเสียสละชีวิตของตนไว้เป็นบทเรียนที่น่าจดจำ”

- ตัวเรื่อง    การเขียนตัวเรื่องที่ดี ควรมีเส้นเรื่อง ( Story Line) ที่แข็งแรง  เพื่อไม่ให้หลุดไปจากประเด็นหลัก หากเปรียบงานศิลปะ เส้นเรื่องเปรียบได้กับ Perspective ที่จูงใจ นำสายตาคนดู คนอ่าน ประคองทั้งแก่นเรื่อง (Theme) และโครงเรื่องไว้ได้

  - จบเรื่อง    การจบเรื่องควรสรุปอย่างประทับใจ หรือชวนให้ผู้อ่านคิดต่อ ตัวอย่างการปิดเรื่องจากผู้เข้าอบรม อาทิ
 “แม้เขาจะจากไปเล้ว แต่ชื่อเสียงและคุณงามความดียังคงปรากฏให้เห็น หวังว่าการจากไปของ “สืบ” จะกลายเป็นบทเรียนแก่บรรดาข้าราชการไทย เพือสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาให้ยั่งยืน”

 ข้อมูล   ข้อมูลทางสารคดี การได้มาซึ่งข้อมูลสำหรับการเขียนสารคดี มีหลายวิธี อาทิ

1. ข้อมูลแห้ง หรือข้อมูลทุติยภูมิ  : คือ  ข้อมูลที่มีการจัดทำ รวบรวมไว้แล้ว ทั้งในรูปของเอกสาร หนังสือ เทป หนัง
    วีดีโอ ฯลฯ

2. ข้อมูลจากการสังเกตการณ์  :  จะได้จากการเข้าไปมีส่วนร่วม ร่วมรู้เห็นในการงาน กิจกรรม โดยการสัมผัสจริงทั้งด้วยตา
   ใจ และความรู้สึก งานสารคดีที่เด่นมากจากข้อนี้ อาทิ ผลงานของอาจารย์เสกสรร ประเสริฐกุล

3. ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ : สัมภาษณ์ผู้รู้ แหล่งข้อมูล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ซึ่งวิทยากร คือ คุณวีระศักดิ์ มักจะ
   ใช้วิธีนี้ เพราะทำได้รวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลจริงในวิถีที่เป็นอยู่ เป็นต้น

          บางครั้งสารคดียังใช้วิธีการผสมผสานให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่น่าสนใจมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้เพียงวิธีใดวิธีเดียว
   
-  วิธีการนำเสนอ   เราสามารถสื่อสารงานเขียนสารคดีได้ตามความถนัด และค่อยๆ ฝึกฝนนำเสนอแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม ได้ เช่น
1. เขียนแบบบันทึก  เหมือนการเขียนบันทึกในไดอารี่ประจำวัน แต่เป็นบันทึกแบบมีหัวเรื่อง มีโครงเรื่องตามที่
   แนะนำไปแล้ว
2. ลงลึกในประเด็น  การแบ่งประเด็น แล้วเขียนไปทีละประเด็นจนจบ  จะง่ายทั้งกับคนเขียนและผู้อ่าน เช่น
    หากเราจะเขียนเรื่องมะพร้าว ก็อาจตั้งประเด็นตั้งแต่ ประวัติความเป็นมา , ประเภท ,
   ประโยชน์ของมะพร้าว ฯลฯ
เลือกเฟ้นวิธีการนำเสนอ  ใส่ใจและมีความพยายามในการสรรหารูปแบบวิธีการนำเสนอ เช่น การเล่าเรื่องไม่จำเป็นต้องเรียงตามประเด็นที่วางไว้ หรือไม่ต้องเล่าเรื่องตามลำดับเวลา  มีการตัดต่อสลับฉาก-เหตุการณ์  มีการขยักข้อมูล และค่อย ๆ บอกเล่าเพื่อให้ชวนติดตาม
 เคล็ดลับในการสร้างเสน่ห์ในงานเขียน  มีเคล็ดลับที่วิทยากรบอกว่าเก็บมาจากนักเขียนชั้นครู นักเขียนในดวงใจ มาแบ่งปันให้งานเขียนมีความน่าสนใจ ดังนี้
 -  จะเล่าเรื่องอะไรให้เข้าสู่เรื่องให้เร็วที่สุด ด้วยแง่มุมใดก็ได้
 - มีผู้เล่าเรื่อง เช่น  ฉัน,  เขา,  ตัวละคร,  หรืออาจผสมก็ได้ (ฉัน+ตัวละคร)
 - มีฉาก : เรื่องราวเหตุการณ์ในเรื่องเกิดที่ไหน สภาพเป็นอย่างไร
 - ตัวละคร :  แหล่งข้อมูลที่มีตัวตนจริง ๆ
 -  บทสนทนา  : การให้ข้อมูล  คำพูด  การโต้ตอบกันของผู้คนในเรื่อง
- การเล่าเรื่องต้องสมจริง : แสดงให้เห็นเหตุผล ที่มาที่ไป  การใส่ความคิดเห็นส่วนตัว การพูดถึงตัวเอง      หากไม่แนบเนียนจะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง
-  ต้องพยายามทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพ  มีการอุปมา-อุปมัย
เคล็ดลับเพิ่มเติม
  -  งานเขียนที่ดีต้องมี... แต่, ตรรกะ เหตุผล, ขยัก ดำเนินเรื่องอย่างกระชับ พยายามเข้าเรื่องให้เร็วที่สุด, ขยาย , ขยี้  เน้นประเด็นสำคัญ (ศุ  บุญเลี้ยง)
  - มีความขัดแย้ง, ร่วมสมัย, มุมมองแหลมคม, ชื่อเรื่องมีพลัง (วันชัย  ตัน)
งานเขียนที่ดี : เสริมสำนวนเปรียบเปรย สรรคำที่ใช้ให้เหมาะสม เติมพลังของภาษา

คุณสมบัติของนักเขียนสารคดีที่ดี
     - ต้องเป็นคนช่างซักถาม เป็นคนช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น ทำตัวเป็นแก้วน้ำที่ไม่เต็มอยู่เสมอ
     - มีวิญญาณเป็นนักถ่ายทอด นักเล่าเรื่อง แต่ต้องให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย
      - ใฝ่ใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ประเด็นใหม่ๆ กลวิธีการนำเสนอใหม่ๆ อยู่เสมอ เรื่องที่มีคนเขียนครั้งแล้วครั้งเล่า เราอาจจะสามารถนำมาเขียนในมุมมองใหม่ๆ ได้

      - ต้องเป็นผู้รับสื่อที่ดี จะเป็นนักผลิตสารคดีที่ดีต้องเป็นนักดูสารคดีที่ดีก่อน เป็นนักอ่าน นักฟัง สนใจเรื่องโน้นเรื่องนี้ เป็นผู้รับสื่อที่ดี
      - ต้องเห็นคุณค่าของคนทุกระดับชั้น ไม่ว่าแหล่งข้อมูลจะเป็นคนระดับไหน ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือชาวนา บางครั้งแหล่งข้อมูลที่ดีของเราก็คือชาวบ้าน ต้องเห็นคุณค่าของคนเท่าเทียมกัน

อ้างอิง //  http://www.happyreading.in.th/news/detail.php?id=49

การเขียนบทรายการประเภทต่างๆ


รายการสัมภาษณ์
สำหรับรายการสัมภาษณ์แล้ว ผู้สัมภาษณ์จะเป็นทั้งผู้เขียนบทและผู้ผลิตรายการนั้นไปด้วย ผู้สัมภาษณ์จะกำหนดว่ารายการสัมภาษณ์ของตนนั้นต้องการวัตถุประสงค์อะไรในการสัมภาษณ์ เช่น เพื่อทราบเรื่องราวข้อเท็จจริงหรือเพื่อทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องสำคัญต่างๆ  หรือเพื่อรวบรวมเสนอเกี่ยวกับตัวผู้ให้สัมภาษณ์เอง เมื่อผู้สัมภาษณ์กำหนดได้แล้วก็จะจัดให้ผู้ชมได้พบกับบุคคลต่างๆ ที่น่าสนใจ ผู้สัมภาษณ์จะไปพบแขกรับเชิญของตน สนทนา อธิบายเรื่องที่ต้องการสัมภาษณ์ คำถาม การเตรียมตัว เพื่อปรากฏตัวทางวิทยุโทรทัศน์ สถานที่หรือฉากที่สัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่เรียบง่าย ฉากในห้องส่งจัดเป็นห้องรับแขก บางทีใช้สถานที่จริงในที่ทำงาน ที่บ้าน ในสวน แล้วแต่ผู้สัมภาษณ์จะเห็นว่าเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย
รายการสัมภาษณ์ทางวิทยุโทรทัศน์มีภาพปรากฏด้วย ดังนั้นการเตรียมตัวจึงสำคัญมาก ผู้สัมภาษณ์ที่ถือบทแล้วอ่านถามตอบตามบท จะทำให้รายการน่าเบื่อ การเตรียมถามตอบให้เป็นธรรมชาติจึงมีความจำเป็น ผู้สัมภาษณ์ควรศึกษาเรื่องที่จะไปสัมภาษณ์ให้มากที่สุดและศึกษาเรื่องของผู้ที่จะไปสัมภาษณ์ให้มากที่สุดเช่นกัน
ในบทสัมภาษณ์ควรประกอบด้วย
1.กล่าวนำรายการให้น่าสนใจ สามารถดึงผู้ชมให้หันมาสนใจรายการทันที
2.แนะนำผู้ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นใคร และสำคัญอย่างไรจึงได้รับเชิญมาให้สัมภาษณ์
3.เริ่มด้วยคำถามที่น่าสนใจและไม่ยากเกินที่จะตอบ
4.ดำเนินรายการให้มีลักษณะเป็นการสนทนา จำไว้เสมอว่าการสัมภาษณ์ก็คือการสนทนานั่นเอง
5.พัฒนาข้อสนทนาให้น่าสนใจเพิ่มมากขึ้นโดยระลึกอยู่เสมอว่า คำถามนั้นอยู่ในขอบเขตความรู้ ความสามารถของผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่ถามนอกเรื่อง
6.เน้นย้ำคำตอบที่ต้องการเน้น
7.ไม่ควรถามคำถามที่ตอบเพียงว่าใช่หรือไม่ใช่ ยกเว้นการตอบใช่หรือไม่ใช่เป็นจุดสำคัญที่สัมภาษณ์ต้องการเน้นย้ำ



  รายการสารคดี
รายการสารคดีเป็นรายการที่มุ่งเน้นเสนอข้อเท็จจริง ให้ความรู้ ข้อมูล และเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม มุ่งให้ผู้ชมเมื่อชมแล้วมีแรงบันดาลใจให้กระทำ หรือไม่กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เรื่องราวที่เสนอเป็นเรื่องจริง ผู้เขียนบทสารคดีจำต้องค้นคว้าหาข้อมูล รายละเอียดมาประกอบการเขียนบทให้ถูกต้อง จากตำรา เอกสาร สอบถามจากบุคคล หรือเกิดจากความคิดของผู้เขียนบทที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในกรณีที่ผู้เขียนสามารถค้นคว้าข้อมูลและเข้าใจเรื่องที่เขียนอย่างดีก็สามารถจะเขียนบทได้ก่อนการถ่ายทำ ซึ่งอาจทำเป็นบทแบบสมบูรณ์เลยก็ได้ แต่บางครั้งผู้เขียนไม่สามารถหาข้อมูลได้เนื่องจากไม่มีในเอกสาร ตำราที่จะใช้อ้างอิง นอกจากการสอบถามจากบุคคลเท่านั้น ผู้เขียนบทก็จะเขียนบทอย่างคร่าวๆ ไว้ก่อน พอถ่ายทำมาแล้วผู้เขียนบทรู้ว่ามีภาพอะไรบ้าง ผู้เขียนจึงสามารพัฒนาบทจากบทคร่าวๆ เป็นแบบสมบูรณ์ได้ เนื้อหาบทสารคดีนั้นสามารถนำมาจากข่าวสารที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์  ประวัติศาสตร์  ปัญหาสังคมเศรษฐกิจ การเมือง ชีวประวัติ สถานที่ท่องเที่ยว วิทยาการแขนงต่างๆ วัฒนธรรม ประเพณี และอื่นๆ ซึ่งวิธีการเขียนขึ้นอยู่กับแง่มุมที่ผู้เขียนบทต้องการเสนอข้อเท็จจริง ความคิด ข้อเสนอแนะให้ผู้ชมได้ชมและบางครั้งช่วยตัดสินใจ
เทคนิคสำคัญในการเขียนบทสารคดีก็คือ สารคดีเป็นการเสนอเรื่องราวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว การเสนอความจริงเพียงอย่างเดียวอาจทำให้บทดูน่าเบื่อไม่น่าสนใจ ผู้เขียนบทจึงต้องนำรูปแบบของรายการประเภทต่างๆ เข้ามาประกอบในการเขียนบทสารคดีด้วยเพื่อให้เกิดความหลากรสในรูปของความน่าสนใจ อาจจะนำรูปแบบรายการพูดคุยการสัมภาษณ์ บางครั้งนำเสนอในลักษณะของละครเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นเทคนิคที่สำคัญของ การเขียนบทสารคดีคือเขียนเรื่องให้น่าสนใจมีเอกภาพ ทั้งในเรื่องของเนื้อหาและภาษาที่ใช้ต้องสละสลวยเข้าใจง่าย มีจุดเด่นจุดเดียว แต่ต้องมีความหลากในเรื่องของกลวิธีการนำเสนอ การอ่านบรรยายประกอบภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องใช้ดนตรี เสียงประกอบ การสัมภาษณ์  การสนทนา การพูด อาจทำในรูปข่าวสารน่ารู้และแม้แต่ละคร ทำให้เกิดความหลากในรูปแบบดูแล้วสนุกสนาน ได้ความรู้และไม่   น่าเบื่อ แต่ทั้งนี้ผู้เขียนบทต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและความสนใจของผู้ชมกลุ่มเป้าหมายเป็นหลักด้วย


รายการเพื่อการศึกษา
รายการเพื่อการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ให้การศึกษา ทักษะใหม่ๆ ความคิด หรือหลักให้ถือปฏิบัติ เพื่อให้บุคคลดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในสังคม เป็นพลเมืองดี รองศาสตราจารย์อรทัย ศรีสันติสุข ได้จัดประเภทของรายการวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.รายการเพื่อการสอน (InstructionalProgram) หมายถึงรายการที่มีจุดมุ่งหมายในการสอนวิชาความรู้ในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยชัดแจ้ง มีนักวัดผล วัดผลการเรียนของผู้ชมหรือผู้เรียนเพื่อผ่านมาตรฐานการเรียนในระดับหนึ่ง ระดับใด รายการสอนประเภทนี้มักควบคู่ไปกับการศึกษาในระบบ (formal education)
2.รายการสอนเพื่อความรู้ (EducativeProgram) หมายถึงรายการที่มิได้มุ่งหมายเพื่อการสอนโดยตรง แต่เป็นรายการที่มุ่งให้ความรู้ ความกระจ่างในบางเรื่อง หรือหลายๆ เรื่อง เป็นรายการซึ่งผู้ชมจะได้รับความรู้ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ จำเป็นแก่การดำเนินชีวิตในส่วนตัวและส่วนรวม ความรู้ต่อวิทยาการก้าวหน้า ส่งเสริมให้รู้จักคิด รู้จักการเตรียมรับการเปลี่ยนแปลง มองการณ์ไกล
นักเขียนบทสำหรับรายการเพื่อการศึกษา ต้องดูว่าบทที่เขียนจะประกอบในรายการประเภทใด ถ้าเป็นรายการเพื่อการสอนโดยตรง ข้อมูลต่างๆ ตรงกับบทเรียน หรือเนื้อหาที่จะสอน มีผู้บรรยาย จะมีการสาธิตประกอบ มีภาพกราฟิกประกอบคำบรรยายเพื่อสะดวกแก่การเข้าใจ พยายามใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายในการอธิบาย อย่าลืมให้เห็นทั้งภาพและได้ยินเสียงด้วยเวลาเขียนบทพยายามแนะนำการสาธิตและการใช้ภาพประกอบเสมอ
ถ้าท่านได้รับมอบหมายให้เขียนรายการเพื่อความรู้ ดูกลุ่มเป้าหมายว่าผู้ชมของท่านเป็นใคร เด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ จะได้เขียนบทได้เหมาะสมกับความรู้และความสนใจของกลุ่ม วัตถุประสงค์ของรายการเพื่อให้ความรู้ทั่วไป สร้างเสริมทักษะ ประสบการณ์เพิ่มเติม เสริมคุณค่าชีวิต เพิ่มความรู้ในการดำเนินชีวิต การปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไป
รูปแบบรายการเพื่อการศึกษานี้ทำได้หลายอย่าง เช่น การสาธิต การแสดง การสัมภาษณ์ พูดคุย ตอบปัญหา แข่งขัน สาระบันเทิง รูปแบบรายการปกิณกะหรือนิตยสาร สารคดี อภิปราย ละคร ได้ทุกรูปแบบแล้ว แต่จะจัดให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา รายการ หัวข้อเรื่อง ข้อมูลที่ประกอบในการเขียนบท




ละครวิทยุโทรทัศน์
ประเด็นสำคัญของบทละครวิทยุโทรทัศน์คือ ต้องนำเสนอทั้งภาพและเสียงให้ผู้ชมละครวิทยุโทรทัศน์ได้เห็นและได้ฟัง ตลอดจนให้ผู้ชมเกิดจินตนาการ อารมณ์และความรู้สึกคล้อยตามเรื่องราวและเหตุการณ์ที่นำเสนอผ่านสื่อบุคคลและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนบทละครจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนวนิยาย หรือต้นเรื่องที่จะนำเสนออย่างถ่องแท้ รวมถึงกลวิธีการนำเสนอและการบันทึกภาพบุคคล ภาพเหตุการณ์ ภาพสถานที่อีกด้วย เพื่อเขียนบทละครวิทยุโทรทัศน์ให้กับผู้แสดง และผู้บันทึกภาพให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน การเขียนบทละครวิทยุโทรทัศน์มีข้อแนะนำดังนี้
1.  อ่านต้นเรื่องที่จะสร้างเป็นละครวิทยุโทรทัศน์ให้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แล้ววิเคราะห์ต้นเรื่องตามองค์ประกอบ เช่น วิเคราะห์ตัวละคร ว่ามีกี่ตัว มีบุคลิก ลักษณะนิสัยอย่างไรบ้าง ปูมหลังของตัวละครแต่ละตัว และความเชื่อมโยงของตัวละครแต่ละตัว วิเคราะห์ฉาก เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้น ณ สถานที่ใด เวลาใด เป็นต้น
2.  พิจารณาต้นเรื่องเพื่อตัดแบ่งตอนๆ เพื่อให้สะดวกในการถ่ายทำ โดยมีข้อคำนึงถึงดังนี้
-  ใน 1 ตอนควรมีความสนุกสนาน  ตื่นเต้น ชวนติดตาม มีจุดเด่นของตอนนั้นๆ เนื้อหาต้องมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน และให้เห็นความคืบหน้าของเหตุการณ์เรื่องราว ให้ข้อมูลเพิ่ม
-  ใน 1 ตอน ควรแสดงปมขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นปมใหญ่ หรือปมย่อยๆ
-  ใน 1 ตอนควรลำดับเรื่องราวดังนี้ ช่วงต้นจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวตัวละคร ต่อมาเริ่มแสดงปมขัดแย้ง ช่วงกลางจะแสดงความยุ่งยากจากปมขัดแย้ง และช่วงท้ายจะค่อยๆ คลี่คลายความขัดแย้งในตอนนั้น ซึ่งความขัดแย้งหรือความยุ่งยากที่สร้างขึ้นไว้อาจก่อให้เกิดปมอื่นๆ ความยุ่งยากอื่นๆ ในตอนต่อๆ ไปก็ได้
3.  ศึกษาเฉพาะตอนที่พิจารณาตัดแบ่งไว้ เพื่อแบ่งเป็นฉาก โดยพิจารณาว่าจะจัดแบ่งตอนนั้นๆ เป็นฉากได้กี่ฉาก แล้วจัดลำดับฉากก่อน-หลัง แล้วบันทึกสรุปจำนวนฉากในแต่ละตอน พร้อมทั้งสรุปเนื้อหาสาระสำคัญของตอน
4.  ศึกษารายละเอียดของเรื่องราวในฉากแต่ละฉาก ให้ทราบว่าฉากนั้นคือสถานที่ใด มีตัวละครในฉากนั้นๆ กี่ตัว ตัวละครใดสนทนากันบ้าง เรื่องอะไร ด้วยถ้อยคำภาษาลักษณะใด อารมณ์ของตัวละครเป็นอย่างไร เหล่านี้ต้องแสดงไว้ในบทอย่างชัดเจนประกอบกับอวจนภาษาที่ตัวละครแสดงออกด้วย การเขียนบทสนทนาของตัวละครมีข้อคำนึงถึงดังนี้
-  บทสนทนาต้องสอดคล้องกับลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร แสดงเอกลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัวได้ชัดเจน กล่าวคือ บทสนทนาต้องสมจริง
-  บทสนทนาต้องไม่ยาวเกินไปและไม่สั้นเกินไป อย่าให้ตัวละครตัวใดพูดยาวเกินไปจนน่าเบื่อ หรือพูดน้อยเกินไปจนจับประเด็นเนื้อหาไม่ได้
-  ในนวนิยายที่เป็นต้นเรื่อง อาจมีจำนวนบทสนทนาของตัวละครไม่มาก เมื่อนำมาสร้างเป็นละครวิทยุโทรทัศน์ ผู้เขียนบทต้องสร้างบทสนทนาเพิ่มให้ตัวละครสนทนากันมากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อบุคคล
5.  เมื่อผู้เขียนบทจะเขียนบทละครแต่ละฉาก ผู้เขียนต้องจินตนาการภาพเหตุการณ์ในฉากนั้นด้วยว่าจะเป็นไปในลักษณะใด จะเริ่มจากจุดใดก่อนและหลังตามลำดับ จะกำหนดให้ผู้บันทึกภาพบันทึกภาพใคร อะไร อย่างไร ผู้เขียนควรระบุไว้ในบทด้วย เพื่อให้ผู้บันทึกภาพดำเนินการได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้แสดงเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ในฉากหนึ่งๆ
6.  นำข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นมาประมวลและเขียนบทละครวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้
6.1  ส่วนนำเรื่อง ควรระบุข้อมูลเบื้องต้น เช่น ละครเรื่องนี้เขียนขึ้นจากนวนิยายเรื่องใด ใครเป็นผู้แต่ง เนื้อเรื่องย่อ จำนวนตอน ข้อมูลเกี่ยวกับตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครหลัก และตัวละครรอง ข้อมูลเกี่ยวกับฉากสำคัญๆ แนวคิดสำคัญหรือแก่นเรื่อง
6.2  ส่วนเนื้อหาของบทละคร ระบุชื่อละคร หมายเลขตอน ชื่อตอน ในแต่ละตอนให้ระบุฉาก ลำดับฉาก ชื่อตัวละคร ลักษณะภาพ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละฉาก บทสนทนาของตัวละครในฉากหนึ่งๆ อวจนภาษาของตัวละคร เช่น อากัปกิริยา น้ำเสียง ทั้งหมดนี้ให้เขียนไปตามลำดับที่ผู้เขียนบทประสงค์จะให้เป็นไป
เมื่อเขียนจบแต่ละฉากขึ้นฉากต่อไป ผู้เขียนบทควรคำนึงถึงความต่อเนื่องของเรื่องราวที่นำเสนอ ความสมจริงของเหตุการณ์และบทที่เขียนขึ้นสื่อความให้นักแสดง ผู้บันทึกภาพ ผู้กำกับการแสดง และผู้เกี่ยวข้องเข้าใจ
เมื่อเขียนจบตอนหนึ่ง ผู้เขียนบทควรอ่านทบทวนทุกฉาก เพื่อประมวลว่าตอนนั้นสามารถนำเสนอเนื้อเรื่อง แนวคิดสำคัญ ปมขัดแย้ง ตัวละคร และข้อมูลอื่นๆ ได้ตรงตามเนื้อหาแต่ละตอนหรือไม่ ถ้าบทยังไม่สมบูรณ์ต้องปรับปรุง
เมื่อเขียนจบเรื่องแล้ว ผู้เขียนบทควรอ่านทบทวนทุกตอน เพื่อพิจารณาความต่อเนื่อง ความสมจริง ทุกเหตุการณ์ที่นำเสนอมีคุณค่าต่อเรื่อง มีความสนุกสนานกระทบอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ชม ชวนให้ผู้ชมละครติดตามเรื่องจนจบ อีกทั้งควรตรวจสอบการเขียนบทสนทนา ลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพของตัวละครให้มีความคงที่ หากจะเปลี่ยนแปลงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างสมเหตุสมผล ตรวจสอบความต่อเนื่องของฉาก การจัดลำดับภาพ จัดลำดับเหตุการณ์ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม สมจริง
7.  จัดพิมพ์บทละครโทรทัศน์ ตามตัวอย่างต่อไปนี้

โดมทอง ตอน 5
ฉาก 1      ห้องแสง
ตัวละคร       แสง กิ่ง
ขึ้นภาพที่มุมสวยๆ แล้วแพนมาที่แสงยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก มีเสียงเคาะประตูเบาๆ
                                แสง.   (ไม่ได้หันมา) เข้ามา
                                กิ่ง.       คุณแสงคะ
                                แสง.   เขามากันแล้วใช่ไหม
                                กิ่ง.       ค่ะ เอ้อ.. ทำไมคุณแสงไม่ลงไปต้อนรับด้วยคะ ปล่อยให้แม่คนนั้นเผยอหน้า.... (พูดอย่างเจ็บใจ) คู่กับคุณลบ
ภาพใบหน้าแสงเยือกเย็นขณะที่หันกลับมาช้าๆ
                                แสง.   ฉันจะลงไปดูคุณย่า
แสงเดินออกไป กิ่งมองตามงงๆ แล้วเดินตามออกไป